อ่านหนังสือเรื่อง หยุดสักนิด คิดสักหน่อย หมุดหมายที่ ๑ ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
เป็นพอคเก็ตบุ๊คที่รวมจากบทความที่เค้าเขียนในนิตยสาร "ครัว" มาค่ะ

เข้าสู่บทความประทับใจดีกว่าเรื่อง รักอ่าน-รักเขียน (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ เมษายน 2543)
เมื่อเราอ่านหนังสือ เรากำลังอ่านความคิดของคนอื่น
เมื่อเราเขียนหนังสือ เรากำลังอ่านความคิดของตัวเราเอง

ดังนั้นทั้งการอ่านและการเขียน จึงเป็นการทำงานทางความคิด
หนังสือก็คือถ้อยคำ ถ้อยคำก็คือความคิด เพราะเราคิดด้วยคำ ลองคิดโดยไม่ใช้คำจะคิดได้ไหม ลองคิดดู จะรู้ว่าไม่ได้เลย เราคิดอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่ใช้ถ้อยคำมาเป็นสื่อคิด [หน้า 13]
ด้วยเทคโนโลยี สมัยนี้ อาจจะเปลี่ยนจากหนังสือที่เป็นกระดาษร้อยเรียงเป็นเล่มๆ กลายเป็นบล็อก กระทู้ แชท และอะไรหลายๆ อย่าง ด้วยสื่อที่สามารถเข้าถึงตัวเราได้มากขึ้น ก็ต้องมีสติและสมาธิในการอ่าน คิด กลั่นกรอง แยกแยะว่าสิ่งไหนที่ควรค่าแก่การจดจำเพื่อพัฒนาภูมิปัญญาของเรา

รวมทั้งเราเองก็ควรจะเขียนบล็อกอย่างสร้างสรรค์ อาจจะเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อเผยแพร่ประสบการณ์ให้ผู้อื่น
แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่คุณเขียนตอนนี้ ต่อไปจะมีใครบางคนอ่านความคิดของคุณอยู่นะ

ขอปิดท้ายด้วยคำจากบทความเดิม
เพราะฉะนั้นดีใจด้วยที่วันนี้อย่างน้อย คุณได้อ่านบล็อกหนังสือแล้ว! [หน้า 16]
มาเขียนบล็อก-ตอบคอมเมนท์กันอย่างสร้างสรรค์ดีกว่า

อ้อ ขอแทรกอีกเรื่องนะคะ ขณะที่เขียนน่าจะสะกดคำให้ถูกต้องด้วย
ก่อนนี้ จ๊ะเอ๋เคยทำภาษาวิบัติเหมือนกัน จาก "เดี๋ยว" กลายเป็น "เด๋ว"
เพราะเห็นว่ามันพิมพ์ง่ายดี

มีเหตุการณ์นึงทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ คือเริ่มมาสังเกตว่ามีเพื่อนเริ่มพิมพ์แบบเดียวกับเรา เลยย้อนไปว่าตัวเรานี่ก็พิมพ์มาจากเพื่อนอีกทีนั่นแหละ
รู้สึกเหมือนกับว่าสิ่งที่เราพิมพ์กลายเป็นโรคติดต่อ (แพร่เชื้อไปหลายคนเหมือนกัน)
กว่าจะกลับมาพิมพ์คำว่า "เดี๋ยว" ได้เหมือนเก่าก็ใช้เวลารักษานานเหมือนกัน
เพราะความเคยชินในการพิมพ์เนี่ยแหละ

ดังนั้นทางที่ดีรักอ่าน-รักษ์เขียนด้วยนะคะ

ปล. เพิ่มส่งท้ายอีกอัน เคยได้ยินว่า "ชีวิตเราอีก 5 ปีข้างหน้า (มีปัจจัย) อยู่กับเพื่อนที่เราคบ หนังสือที่เราอ่าน"

ปล.2 ประชาสัมพันธ์งาน YouMove ระดมสมองเพื่อลดการปิดกั้นทางความคิด หาทางออกเรื่องการเซ็นเซอร์ในประเทศไทยวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 13.00 น. อ่านรายละเอียด

เพิ่มเติมเมื่อ 23 เมษายน 2550
ขอบคุณทุกท่านที่มาแสดงความคิดเห็นค่ะ

จ๊ะเอ๋ไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์ภาษามากนักหรอกนะ (อย่าเข้าใจผิด)
อย่างเช่นคำว่า "ใช่ไหม" ก็ใช้ว่า "ใช่มั้ย" บ้างเหมือนกัน
คือบางครั้งการสะกดเลียนเสียงภาษาไทย ก็เพิ่มอรรถรสในการอ่านบล็อก หรือพวกแชท
(แต่ถ้าเป็นการเขียนที่เป็นทางการ ก็ควรสะกดให้ถูกต้องนะคะ)

แต่คำบางคำ เช่น คำว่า "ก็" บางทีไปสะกดว่า "ก้อ"
หรือคำว่า "ใจ" ไปสะกดว่า "จัย"
ทั้งๆ ที่ก็อ่านออกเสียงได้เหมือนเดิม ดูแล้วน่าตีอะ
อันนี้อยากให้กลับมาสะกดให้เหมือนเดิมจะดีกว่านะ

ส่วนคำว่า "เดี๋ยว" ที่กลายเป็น "เด๋ว" (ลองอ่านคำว่า "เอียว" กับ "เอว" สิคะ)
ที่จ๊ะเอ๋พูดไปว่าวิบัติ จริงๆ แล้วเคยโดนพี่คนนึง (หลายคนอาจจะรู้จัก พี่หนิงนั่นแหละ)
เตือนตอนที่ไปคอมเมนท์บล็อกเค้าเมื่อนานมาแล้วแหละ ตอนนั้นก็พยายามสะกดให้เหมือนเดิมนะ
แต่โรคนี้รักษายากนะ ใช้เวลาเป็นเดือนๆ เหมือนกัน เพราะรับเชื้อมาอยู่เรื่อยๆ
ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะพิมพ์ให้ถูก แต่ความเคยชินกับการพิมพ์ผิดเนี่ยสิ ทำให้แก้ยาก

ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น ช่วงนี้ยุ่งนิดหน่อย ไว้ว่างๆ จะตามไปทักทายนะคะ ^^

edit @ 2007/04/23 10:30:08

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เห็นด้วยจ๊ะ ควรจะพิมพ์หรือเขียนให้ถูกต้อง ตอนนี้น้องๆอาจจะสนุกกับการเขียนภาษาวัยสะรุ่น แต่ต่อไปการเติบโตในด้านอาชีพและชีวิต มันต้องมีทำนอง/ครรลองของมัน ลองนึกว่าเราเป็นถึงผู้ใหญ่ แต่เขียนหรือสะกดคำผิด.. มันคงดูไม่จืดจริง

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-04-22 10:30

อ้อ แวะมาบอกอีกว่าได้แปะแท็กจ๊ะเอ๋จ๊ะ ว่างๆก้อเล่นหน่อยนะจ๊ะ กะจะแปะสองแท็ก แต่รุ้สึกว่าจ๊ะเอ๋เล่นแท็กเนมไปแล้ว เลยให้อันเดียว

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-04-22 10:32

ก็จริงนะค่ะการเขียนภาษาไทยสมัยนี้วิบัดมากเลยนะค่ะ เช่น ใจ=จีย ให้=หัย
อะไรกันนักหนาก้ไม่รู้เหมือนกันนะค่ะ

#3 By jasminey on 2007-04-22 10:35

เห็นด้วยที่สุดค่ะ

#4 By Tanpatan on 2007-04-22 10:37

ขอผงกหัวหงึกๆ กับประเด็นจากหนังสือน้าเนาด้วยคนครับ คิดแบบเดียวกันเลย
แต่ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่าในสังคมจริง คนรับสารมีหลากหลาย คนส่งสารเองก็มีหลากหลาย ประสบการณ์ ความสนใจ มุมมองย่อมไม่เหมือนกัน ก็คงต้องขึ้นอยู่วิจารณญาณคนอ่านว่าจะรับสารดีหรือไม่ เพราะคนเขียนบางทีก็ไม่รู้หรอกครับ (ผมกลับไปดูบล็อกเก่าๆ ที่ตัวเคยเขียนไว้ ชวนให้สงสัยเล็กน้อยว่าตอนนั้นคิดบ้าอะไรถึงเขียนไปได้)

เรื่องภาษาวิบัติ ยิ่งรณรงค์เหมือนยิ่งยุ ทั้ง "เด๋ว" ทั้ง "หรอ" เห็นกันให้ควั่ก จำดไว่ตอนที่เห็นครั้งแรกสุดก็จากหนังสือไวท์โร้ดล่ะมั้ง หลังจากนั้นก็มีมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นอิทธิพลจากภาษาในหนังสือสมัยใหม่หรือเปล่า
พี่ก็เคยนะ...พิมพ์แบบเอาง่ายเข้าว่า...เขียนตามคนอื่นเหมือนกัน :P

ที่จริงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจเนาะ...

2-3วันมานี่น้องเจเล่าเรื่องสาระดีนะครับ ^^

#6 By minkyblueeyes (58.64.55.101) on 2007-04-22 13:57

จ้าๆ เห็นด้วย

มาช่วยกัน รักษ์อ่าน-รักษ์เขียนกันเถอะ

และมาช่วยกันใช้ภาษาที่ถูกต้อง

#7 By cha_ame on 2007-04-22 15:18

ภาษาพวกนี้ถอดมาจากเสียงที่พูดเพี้ยนๆมาจนเกินพอดีล่ะมั้ง เห็นทั่วไปตามเว้บบอร์ดเลยค่ะ แต่จะไปห้ามอะไรเขาก็คงไม่ได้ ทำได้แค่การรณรงค์

#8 By + MaeBin + on 2007-04-22 16:38

บางเวปก็รณรงค์เรื่องภาษากันจริงจังมาก
เช่น http://www.mrpalm.com
เป็นเวปเกี่ยวกับ PDA
แต่ถ้าใครมาพิมพ์กระทู้ถามโดยใช้ภาษาไม่ถูก
อาจจะไม่มีใครมาตอบเลยล่ะ 555+

#9 By riddler on 2007-04-22 21:32

เห็นด้วยค่ะ รักอ่าน และรักษ์เขียน เขียนให้ถูก ภาษาจะได้ไม่วิบัติ

ไทยคำฝรั่งคำ เวลาเขียนก็พออนุโลมนะ(เพราะบางคำ เป็นศัพท์เฉพาะ)
แต่เวลาพูดนี่สิ(เอ๊ะ.. ไม่เกี่ยว)
นั่นแหละค่ะ ที่ลินถึงได้ชอบอ่านบล็อก

ตลอดชีวิตลินชอบอ่านหนังสือมาตลอด แล้วก็ไม่เคยคิดจะทำให้ภาษาไทยเสีย แต่คิดว่า ภาษาเขียนในบล็อกเนี่ย ควรเขียนคำไทยให้ถูก

สำหรับคำพวก ง้า น่า นะ ลินคิดว่ามีได้

เพราะลินมองว่า เป็นคำสร้อยของภาษาพูดในภาษาไทยสมัยนี้เท่านั้นเองล่ะค่ะ อิอิ

แล้วก็ลินชอบอ่านบล็อกเพราะลินได้อ่านความคิดของคนอื่น ที่ลินเฝ้าคิดว่าถ้าได้รู้ แม้เพียงสักเศษาส่วนหนึ่ง ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ดี และลินก็ยังคงอยากรู้

ขอบคุณนะคะสำหรับบทความดีๆส่งผ่านแก่กัน

#11 By Amilin on 2007-04-22 22:09

พี่น่ะ เพียบเลยล่ะ ภาษาวิบัติไปหมดแล้ว

จนบางครั้งนะ คำว่า "ก็" จะติดพิมเป็น "ก้อ" ไปใช้ในจดหมายเรื่องงานง่ะ

แย่จัง... เหะๆ

ตอนนี้ก้อเริ่มแยกแยะแล้ว ภาษาวิบัติเอาไว้ แชท อย่างเดว เอ๊ย เดียว ...อิอิ

คิดถึงนะเนี่ย..วันๆ อ่านแต่หนังสือหรอจ๊ะ??

#12 By n'baby (203.188.45.179) on 2007-04-22 22:22

ผมก็พยายามใช้ภาษาวิบัติให้น้อยลงแล้วอะนะ พูดง่ายๆคือพยายามไม่พิมพ์ผิด คำไทยดีกว่ากันเยอะ ภาษาวิบัติบางทีก็อ่านไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

#13 By ลอท on 2007-04-22 23:40

เยี่ยมมากค่ะน้องเจ
พี่อยากให้หลายๆคนมีความนึก มีความคิดแบบนี้มากเลยค่ะ

ภาษา..มีความงามทางวัฒนธรรม
ที่คนรุ่นหลังๆควรอนุรักษ์ไว้

"รักการอ่าน รักษ์การเขียน"
ตอนแรกเขียนถูกมาตลอดนะ หมายถึงคำว่า "เดี๋ยว" กับ "เหรอ" พอมาเจอในเมล์ ในบล็อก ก็ตกใจตัวเองว่า เอ่อ..เราเขียนผิด หรือว่าภาษาถิ่นของเค้าเป็นแบบนั้นนะ มาช่วงหลังๆก็จะมีใช้สลับกันบ้าง ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนที่เราติดต่อสื่สารด้วยค่ะ ถ้าเล่นๆก็...พี่ก็แอบใช้ "เด๋ว" และ "หรอ"
ด้วยล่ะ ก็สะดุดนะ (มันขัดกะอาชีพไงๆไม่รู้ค่ะ สำนึกนะ แต่พี่ก็คิดซะว่า คำที่เราเขียนเป็นสำเนียงการพูด ซึ่งถ้าเขียนตามหลักไวยากรณ์แล้ว มันผิดเต็มประตูอยู่แล้ว แต่ก็...ภาษามันดิ้นได้ไงคะ

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้คำนั้นในกรณีหรือสถานการณ์แบบไหน)

ขณะเดียวกัน...เราก็ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ภาษารากหญ้าของเจ้าของเดิม ซึ่งเป็นภาษาที่ดีงาม(ภาษาแม่)

เดี๋ยวนี้(อิอิ..) คำหลายคำถูกแจกลูกแจกคำจนกร่อน เขว.. ผิดหลักไวยากรณ์ก็เยอะค่ะ

คือเอาภาษาวัยรุ่น..รุ่นแปลกแหวกแนว(จาก..ภาษาจริง) มาใช้เยอะมากค่ะ

ถ้ามองกว้างต่อไปอีก..บางคนอาจคิดว่า
ถูกสอนมาแบบนั้นหรือป่าว(เปล่า~~>ถ้าเป็นภาษาเขียน) จริงๆแล้วไม่ใช่ค่ะ

อย่างพี่นี่...ถ้าเด็กเขียนมาผิด..พี่จะเตือนสามครั้ง แล้วแก้ตัวบรรจงให้ด้วย
ครั้งที่สี่..และต่อไป "ผิดคือผิด" ไม่มีการอนุโลมค่ะ

บางคนพี่ให้คัดคำผิด..ให้เป็นคำถูกจนคัดสวยค่ะ เพราะงั้นเด็กๆหลายๆคนก็จะมีเสียงสะท้อนกลับถึงหูพี่เสมอว่า...

"อย่าประพฤติอีกนะ เดี๋ยวโดนๆเหมือนฉัน"

**
จากที่หลายๆคนเคยเข้าข่ายเขียนภาษาวิบัติมานั้น ถ้าเราใช้สื่อในเรื่องสำเนียงก็พออนุโลมได้ค่ะ แต่ถ้าเรามองในแง่สื่อที่ใช้เขียนข้อเท็จจริง เผยแพร่ความจริงดีมีประโยชน์ก็อยากให้ถ่ายทอดในภาษาแม่ที่ถูกต้อง ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

เพราะนั่นหมายถึงว่า เราได้ชืนชมในภาษาอย่างแท้จริงค่ะ

หลายคนอาจทำไปเพราะคิดว่าเป็นแฟชั่น...มากกว่าเกิดจากโรคติดต่อด้วยซ้ำไปค่ะ แฟชั่นนี่หายารักษายากค่ะ

เพราะงั้นต้องสร้างค่านิยมในใจตัวเราเองเท่านั้นล่ะ ถึงจะเยียวยาได้

ภาษา..ไม่ว่า จะภาษาพูด ภาษาเขียน
มันมีความงามในตัวเอง อันไหนเหมาะอันไหนควรเราก็ใช้ดุลยพินิจในการใช้ล่ะกันค่ะ แม้นว่าภาษาไม่มีชีวิต แต่ดิ้นได้
ถ้าดิ้นบ่อยๆ วิบัติบ่อยๆ ก็ตายได้เช่นกันค่ะ
~~~~~~~~~~~~~~~~~****

เมื่อเรามองในแง่ของการเขียนแล้ว..
ก็พึงมองในแง่ของการอ่านด้วยนะคะ

เพราะเดี๋ยวนี้ตัวองค์ความรู้ต่างๆมาจากหลายแหล่ง การรับข้อมูลใหม่เข้ามาในห้วงความคิดของเรานั้น

ไม่ใช่ว่าจะรับเอามาทั้งหมดเพราะเห็นว่ามันดีเพียงแค่นั้น เราต้องมองลึกๆลงไปอีกว่า ในสิ่งดีๆนั้น มันมีอะไรที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ เพราะฉะนั้นเราต้องวิเคราะห์ สังเคราะห์ โดยอาจจะไม่ต้องถึงขั้นใช้หลักของ Bloom มาใช้ก็ได้ แต่ถ้าได้ก็จะดีค่ะ เพราะนั่นหมายถึงว่าเราได้ใช้กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณในการอ่าน ซึ่งในกระบวนการคิดนั้นจะนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจ(Decision Making) ว่าควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่ออย่างไร ถ้าตามหลักพุทธศาสนา ก็คือเอาหลักเหตุผลในการที่จะเชื่อของกาลามสูตร มาใช้นั่นเอง

หลายๆบล็อก เขียนได้ดีมีสาระ
ก็จะเจาะกลุ่มวัยรักการอ่านได้ดีมากๆค่ะ

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขอชื่นชมในหลายๆบล็อก ที่สร้างอินเตอร์เทรนด์(ใช้คำผิดนะเนี๊ยะ ไทยคำ ฝรั่งคำ)ให้กับนักอ่าน

น้อยคนหนักที่จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึก ความนึกคิด สร้างสีสันให้กับหัวใจนักอ่านได้
~~~~~~~~~~~~****
ปล. "ชีวิตเราอีก ...หนังสือที่เราอ่าน"
ประโยคนี้ มองแล้วมีโอกาสเป็นไปได้
และเป็นไปได้กะคนที่มีเพื่อนและอ่านหนังสือ ประมาณนั้น

เราต้องมองต่ออีกค่ะว่า..ในอีก 5 ปีข้างหน้า คนที่ไม่คบเพื่อน ไม่อ่านหนังสือจะอยู่อย่างไร บางคนอาจบอกว่า ..ก็เรื่องของเขา เราไม่เกี่ยว ...

แต่ถ้ามองอีกนัยหนึ่ง...ก็จะมองว่า
ประโยคที่"เค้า"หรือจะใช้ "เขา" บอกนั้น
ต้องการสื่อให้เราหรือทุกๆคน "รักการอ่านมากขึ้น คบเพื่อนมากขึ้น" เราจะได้ทั้งพื่อนที่มีชีวิต และเพื่อนที่เป็นตัวองค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตเราด้วย

ปล.2 การระดมสมอง (Brain Storming) เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะ
หลายๆความคิด หลายๆทัศนคติ นานาทรรศนะ มักได้มาซึ่งความคิดสุดยอดเสมอ ส่วนจะถูกใจหรือถูกหลักการหรือเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้ปัจจัยเอื้อนั้นไป จริงมั้ย(ไหม)

ปล.จากใจ
บล็อกนี้ได้ทั้งแนวคิด
ความมีสาระ...ความรู้สึกบางเสี้ยว
และหลายๆเสี้ยว มาโดยตลอด

ในบางอย่างที่พี่แสดงอะไร แนวคิดต่างๆ
เล่นบ้างเป็นบางครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่า

นๆหนึ่งมีหลายมุมให้มอง
เราจะมองส่วนดี หรือส่วนเล่นก็ได้

แต่ตัวตนที่แท้จริง ยังคงจริงใจต่อการอ่านและเมนต์เสมอค่ะ

ดีใจที่ได้พานพบตั้งแต่แรกแล้วล่ะ
และจะยังคงจริงใจและเมนต์ไปตลอด

ถ้าว่างนะ....แต่อีกประเดี๋ยว
ก็อาจจะหายๆไป

ด้วยวาระทางวิชาการบ้าง

น้อยคนนักที่จะได้เห็นบางมุมที่พี่เล่น
งั้นน้องเจไม่ต้องแปลกใจนะว่า

หากสักวันหนึ่ง...เรามีโอกาสเจอตัวเป็นๆ(ตัวจริง เสียงจริง) อาจจะสร้างความปลกใจให้สงสัยต่อก็ได้

อยากมีสักวันหนึ่งไหมล่ะ ...

~~GOOD LUCK MY NICE SISTER~~**

GOOD BYE!! MY FRIEND (in exteen.com)



#14 By P'Na (203.146.63.184) on 2007-04-23 10:12

ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นค่ะ
ขอยกยอดตอบคอมเมนท์เป็นสรุปเพิ่มเติมข้างบนนะคะ

#15 By จ๊ะเอ๋ on 2007-04-23 10:31

อืม...จิงเหอะ พี่ก็ว่าม่ะเขียนแบบวิบัติ ๆ อีกแย้ว

เด๋วน้องเจจะม่ะยอมตอบเมนต์พี่...

#16 By เต้ (124.120.232.119) on 2007-04-23 23:41

เขียนไปสิคะ ถ้าเยอะเกินจะบอกแล้วกัน
เจก็ยังทำได้ไม่หมดหรอก
แต่เห็นบางบล็อกแล้วมันขัดตา ขัดใจเกินไปน่ะ

#17 By จ๊ะเอ๋ on 2007-04-24 11:10

ง่า เห็นด้วยกับเรื่องการเขียนมากๆเลยค่า เคยบอกน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันน่ะค่ะ เขาเขียนในเอ็มเอสเอ็น ประมาณว่า เทอม่ายรุหรอกว่าจายฉันเปนไง
ข้าน้อยเลยบอก นี่หนูเขียนให้มันถูกๆหน่อยเถอะ ช่วยกัน เดี๊ยวภาษาไทยเปลี่ยนแนวไป พี่รับไม่ได้ง่ะ เขาก็สัญญาว่าจะเปลี่ยนอ่ะนะคะ แต่ก็ยังเหมือนเดิมquestion
ข้าน้อยเลยขี้เกียจเตือนแล้วอ่ะ เดี๊ยวหาว่าเราโบราณ

#18 By knights of gemini on 2007-10-15 11:05